5/21/2009

เวียดนาม ภาค 1

ความจริงได้เขียนลง เฟซบุ๊ก มานานพอสมควรแล้ว ว่างๆ เลยเอามาลงบล็อกจะได้ดูเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น

หนีไปเวียดนามตอนประเทศชาติวุ่นวาย รู้สึกดีใจที่ไม่ต้องมาเครียดกับคนอื่นเขา ไม่ได้เข้าข้างใครหรืออินกับใครนะ เพียงแต่เห็นสุขภาพจิตคนอื่นแล้วเครียดตาม

ไปเที่ยวเวียตนามคราวนี้เน้นเรื่องกินกับศิลปวัฒนธรรม ไปชมบ้านเมืองที่สงบสุข ปราศจากนักการเมืองทะเลาะกัน (จะทะเลาะกันยังไงอะ มันมีอยู่พรรคคอมมิวนิสต์พรรคเดียว เวิร์กจะตาย) เมืองแรกที่ไปคือไซ่ง่อน (นครโฮจิมินห์ แต่อ่านให้ดีงามต้อง ถั่งโฟ้โห่จิ๊มิง) เป็นเมืองที่เขียวมาก ต้นไม้เยอะ ตึกเก่าเยอะ แล้วตอนนี้กำลังพัฒนาให้เป็นเมืองเศรษฐกิจ ซึ่งคิดว่าไม่เกินสิบปีก็เจริญแน่นอน มีแววสูง บ้านเมืองแบ่งเป็นสัดส่วน (ฝรั่งเศสออกแบบมาดี) สถานที่สำคัญของเมืองล้อมรอบด้วยสวนขนาดใหญ่ (เป็นป่ามากกว่า เพราะต้นไม้สูงมาก และร่มรื่นสุดๆ) ย่านชอปปิ้งก็อารมณ์ถนนร่มรื่นแล้วมีร้านค้าตามถนน ไม่ใช่แบบห้างใหญ่แบบเมืองไทย ตอนนี้ขาดอย่างเดียวคือคนรวย แต่คิดว่าคงอีกไม่นาน นูโวริชคงเต็มบ้านเต็มเมือง


อันนี้เป็นสำนักงานพรรคคอมมิวนิสต์ เมื่อก่อนเป็นศาลาว่าการเมืองไซ่ง่อน (Hôtel de Ville เหมือนในทุกเมืองในฝรั่งเศส) ข้างหน้ารูปปั้นมีบั๊กโห่ (ลุงโฮ) เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของไซ่ง่อน ข้างๆ มีโรงแรมเร็กซ์ เราชอบการตกแต่งโรงแรมนี้มาก บุฟเฟ่ต์บนโรงแรม และบรรยากาศก็คาดไม่ถึงจริงๆ อธิบายให้เห็นภาพได้ยาก ไม่ได้ถ่ายรูปมาด้วยสิ จินตนาการโรงแรมแอมบาสซาเดอร์ สุขุมวิท ที่เพิ่มการตกแต่งให้เปลืองกว่าอีก และมีการใช้โคมสีๆ และหลอดไฟฟลูโอเรสเซนต์สีขาว กับนีออนดัดเป็นตัวอักษร กับไม้แกะสลักจีนๆ กับ ศิลปะยุค 70 ทุกอย่างที่ไม่เข้ากันเลย แต่เราจินตนาการ (ไปเอง) ว่าเป็นความหรูหราสำหรับทหารอเมริกันยศสูงๆ มาพักผ่อนกัน


ถนนในตัวเมืองที่ไซ่ง่อนจะเป็นแบบนี้ ต้นไม้ยักษ์เต็มไปหมด ทำไมกรุงเทพฯ ไม่เหลือซักต้นเลยเนี่ย


บรรยากาศเชยๆ ของพระราชวังรียูนิฟิเคชัน ซึ่งตอนนี้เปิดให้คนเข้าชม เป็นทำเนียบรัฐบาลเวียดนามใต้เก่า ก่อนที่เวียดนามเหนือชนะสงครามแล้วก็บุกเข้ามายืด


งานนี้มาทัวร์กินตามไกด์บุ๊ก ดีงามบ้างง่อยบ้างสลับกันไป ร้านนี้เป็นร้านอาหารเวียดนามปลอมๆ เน้นอาหารสวย อาหารไม่ดั้งเดิม แต่ก็อร่อยนะ ผักหญ้าเยอะตามสไตล์เวียดนาม ราคาก็โอเค


เมืองที่สองที่ไปคือ ฮอยอัน (อ่านให้ถูกก็ ห่อยอัน) เป็นเมืองที่โฟโตเจนิก ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมคนไทยไม่แห่กันไป เป็นมรดกโลกที่แรกที่ไปในเวียดนาม (เดี๋ยวมีอีกสองที่ ไปจนครบเลย) สวยดี แต่จะเอ็กโซติกมากถ้าเอา ฝ และก็ร้านตัดเสื้อ (ให้ ฝ) ออก ไม่ได้ว่าว่าไม่ควรมีนะ เพราะว่ามี ฝ กับร้านตัดเสื้อก็ไม่ได้ทำให้เมืองดูไม่งาม กลับทำให้เมืองคึกคักดี และการที่มีนักท่องเที่ยว (ส่วนใหญ่เป็น ฝ) ก็จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น มีเงินมาบำรุงรักษาตึกเก่าๆ นี้ไว้ และที่สำคัญก็คือ ร้านอาหาร ร้านกาแฟที่เราชอบมีเต็มไปหมด มีความสุขกับการกินมาก อาหารเวียดนามก็ไม่แพงและอร่อย เบียร์ก็โคตรถูก ไวน์ก็ไม่แพงเว่อร์ (ข้างโรงแรมมีร้านขายไวน์ที่เขาจัดจำหน่ายทั่วประเทศ ทำให้มีไวน์ราคาขายส่งขาย) ที่แนะนำก็คือร้านเค้กที่นี่อร่อยและถูกเมื่อเทียบกับเมืองไทย (ชิ้นละประมาณ 50-70 บาท เป็นเค้กแบบชอกโกแลต หรือ ทาร์ตผลไม้ ถึงแม้ว่าไม่ได้อร่อยเลิศ แต่ก็คุ้มราคากว่าซื้อเค้กเมืองไทยชิ้นละ 150 แล้วไม่อร่อย)


สภาพที่เราไม่อยากให้เขาพยายามอนุรักษ์อีก สีดูไม่ใหม่เกิน หน้าต่างซ่อมตามอรรถภาพ แต่คลองตอนนี้ปลอมเกินไปหน่อย ตลิ่งของคลอง (แม่น้ำ) กลายเป็น ฉาบปูนเรียบ น่าจะทำเป็นอิฐหรือหินมาซ้อนๆ กันให้ดูกลมกลืนกว่านี้หน่อยนะ


จากห่อยอัน นั่งรถมาประมาณชั่วโมงก็จะมาถึงหมีซอน ซึ่งเป็นเมืองของอาณาจักรจามโบราณ ยุคพุทธศตวรรษ 12-16 ซึ่งเริ่มแรกนั้นเก่าแก่กว่าอาณาจักรขอมประมาณหนึ่งศตวรรษ ไม่เข้าใจว่าทำไมเรามารู้จักอาณาจักรจามช้า ทั้งๆ ที่มีความสำคัญไม่แพ้ขอมเลย เมื่อก่อนเป็นคู่แข่งทางอารยธรรมจนขอมเรืองอำนาจกว่า แล้วจามก็อ่อนลงเรื่อยๆ จนญวนมากลืนอาณาจักรไปหมด (หลังจากนั้นญวนก็ลงล่างไปกลืนแขมร์กร็อม หรือเขมรล่างต่อไปอีก) ที่นี่เป็นมรดกโลกแห่งที่สองที่เราไปเยี่ยมในเวียดนาม


ลักษณะเด่นของที่นี่ก็คือการก่อสร้างด้วยอิฐ แต่มีอาคารที่สร้างในสมัยหลังที่ใช้หินทรายแกะสลักในแบบของขอม ศาสนาที่นับถือก็คือพราหมณ์ฮินดู และต่อมาภายหลังมีศาสนาพุทธมหายาน คล้ายๆ กับอาณาจักรขอม สองอาณาจักรนี้มีความสัมพันธ์กันทางวัฒนธรรม ทำสงครามกันบ่อยๆ แต่ก็ยังมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันทั้งทางศิลปะ สถาปัตยกรรม และ ภาษา ตอนนี้ที่เวียดนามมีจามเป็นชนกลุ่มน้อย และปัจจุบันนับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่ บ้างก็มีฮินดู แต่ไม่มีเปลี่ยนมาเป้นเถรวาทเหมือนเขมรที่สือบทอดมาจากขอม


ศิวลึงค์บนฐานโยนี ไม่อยากเชื่อว่าทุกองค์มีความสมบูรณ์อย่างไม่น่าเชื่อ อย่างอันนี้ ปราสาทถล่มเหลือแต่ซาก แต่ศิวลึงค์ยังสภาพดีฝังอยู่ใต้ดิน อีกองค์หนึ่งโดนกองทัพสหรัฐทิ้งระเบิดใส่ องค์ปราสาทเสียหายยับเยิน ศิวลึงค์ไซส์ยักษ์ยังตั้งตระหง่าน ไร้รอยขีดข่วน


อันนี้เขาทิ้งศิลาจารึกให้ดูเล่น เพราะปรกติแล้ว รูปปั้นรูปแกะสลัก และจารึกต่างๆ เขาจะเก็บไปไว้ในพิพิธภัณฑ์ สังเกตว่าตัวอักษรก็คล้ายๆ อักษรขอม


ซากของฐานปราสาทที่โดนทิ้งระเบิด เขาบอกว่าเป็นองค์ที่สวยและสมบูรณ์ที่สุดของหมีซอน ไปเห็นสภาพแล้วอยากจะร้องไห้ เหตุการณ์นี้เพิ่งเกิดขึ้นได้ 30 กว่าปีเอง ยังดีที่เขาเก็บเอาโบราณวัตถุสำคัญเข้าพิพิธภัณฑ์แล้ว


ร้านของที่ระลึกที่ห่อยอัน เหมือนเดิม เราก็ไม่เคยซื้อของที่ระลึกเวลาไปเที่ยว


หลังจากไปหมีซอนเราก็หมกมุ่นกับอาณาจักรจามโบราณต่อ จึงไปพิพิธภัณฑ์อารยธรรมจามใน ด่าหนัง (ชื่อเขาอ่านอย่างนี้จริงๆ อ่านแบบไม่มีวรรณยุกต์ก็เป็น ดานัง หรือเรียกว่าเมืองตูราน ตามชื่อฝรั่งเศสก็เก๋ดี) พิพิธภัณฑ์นี้สร้างโดยคนฝรั่งเศส ในใจเราคิดว่าเขาคงขุดเจออะไรเยอะแยะไปหมด จนขนกลับไปปารีสไม่ไหว เลยสร้างพิพิธภัณฑ์ที่นี่ไว้เก็บ ก่อนทะยอยส่งไป (ส่วนที่ปารีสก็คงเข้าไปในพิพิธภัณฑ์กิเม่ต์ ที่ดีดี้ไปมาหมด)

ตัวพิพิธภัณฑ์ทำได้ดีทีเดียว เนื้อหาไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ก็คงเพียงพอต่อคนที่มาดู ถ้าอยากรู้เพิ่มก็อ่านรายละเอียดเอาในแผ่นป้ายที่เขาจัดให้ ส่วนเรามีความสุขมากในการดูเทพเจ้าอินเดีย (ถ้าเอาไปออกข้อสอบแล็บกริ๊ง เราคงคะแนนดี)


อันนี้เป็นพระนางอุมาเทวี สังเกตขนาดพระถันให้ดี ชนะอารยธรรมขอมขาดลอย


พระพรหม เขาบอกว่าให้สังเกตสไตล์ดีๆ เขาบอกว่าเป็นแบบของตัวเอง ลักษณะคล้ายคลืงกับของอาณาจักรศรีวิชัยและอาณาจักรขอม


พระพิฆเนศ สมบูรณ์มาก และได้สัดส่วนดี ได้มาจากหมีซอนที่เราไปมาก่อนหน้านี้ จากพุทธศตวรรษที่ 12


พระอวโลกิเตศวร ตามความเชื่อมหายาน หรือที่คนจีนเรียกว่าเจ้าแม่กวนอิม เราเคยดูรายการกระจกหกด้านหรือรายการอะไรเนี่ยแหละตอนเด็กๆ ที่บอกว่าเจ้าแม่กวนอิมเป็นเพศชายที่ร่างกายเป็นอิสตรี ถ้าคิดแบบเถรวาทก็ดูทะแม่งๆ เราดูแล้วคิดถึงท่า flapping tremor ตอนเรียนซึ่งอาจารย์ แพทย์ประจำบ้านแต่ละคนสอนเทคนิคไม่เหมือนกันเลย แล้วคิดว่าที่มีนมอาจจะเพราะมี gynaecomastia ก็ได้ สมัยก่อนอาจจะไม่มีเทคนิคในการแกะสลัก spider nevi


ให้ดูรายละเอียดของงานอันนี้เป็นงานยุคหลัง ที่เราสนใจเพราะเป็นงานที่อุทิศให้พระพุทธเจ้า มีทั้งอรหันต์ อัครสาวก ซึ่งทั้งหมดได้มาจากปราสาทที่ด่งเยือง (Đồng Dương)


พระพุทธเจ้าบนบัลลังก์ ขนาดใหญ่มาก ทำให้เราคิดถึงรูปปั้นซุสแห่งโอลิมเปีย ที่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคเก่า

เอาแค่นี้ก่อน เดี๋ยวมีต่อ ภาค 2

2/06/2009

ลียง

ตอนนี้เที่ยวไปโพนทะนาความดีงามของลียงให้ใครต่อใครฟังหมดแล้ว เขียนลงบล็อกดีกว่า

ลียงเป็นเมืองดีงาม เรามาจากเจนีวา (เยินนีวา เราเรียกอย่างนั้นเพราะมันเยินจริงๆ) แบบว่ามาถึงลียง คนละเรื่องเลย ลียงแลดูสะอาดน่าอยู่กว่ามาก ฟังดูไม่น่าเชื่อใช่ไหม ว่าเมืองในฝรั่งเศสสะอาดกว่าเมืองในสวิส

ตัวเมืองก็น่าสนใจกว่า แค่บอกว่าเป็นเมืองหลวงของจังหวัด กาเลีย ลุกดูเนนสิส (Galia Lugdunensis) สมัยอาณาจักรโรม ก็ชนะขาด เขากลางเมืองชื่อ ฟูร์วิแยร์ (Fourvière) มีซากสมัยโรมันเต็มไปหมด เหมือนไปโรมเลย แค่นี้พอเข้าใจแล้วว่าลียงดีงามยังไง

อาหารก็อร่อยกว่า ในเว็บบอกว่าเป็น capitale mondiale de la gastronomie (เมืองหลวงอาหารโลก) อันนี้ยอมรับ ร้านอาหารฝรั่งเศสดีๆ เต็มไปหมด ราคาไม่แพงเลย เมื่อเทียบกับเจนีวาหรือปารีส แค่นี้ชนะขาด

ที่สำคัญ ลียงอยู่ระหว่างแหล่งผลิตไวน์ที่สำคัญของฝรั่งเศสสองแหล่งก็คือ Bourgogne ทางเหนือ กับ Côte du Rhône ทางใต้ แบบว่าจากตัวเมืองไปชอปปิ้งไวน์ตามวินยาร์ดได้สบาย เป็นเมืองที่ประเสริฐจริงๆ

ตอนนี้ เกล ที่เราเคยไปเกาะตอนไปอยู่นิวยอร์ก ย้ายมาทำงานที่ลียงแล้ว เป็นนิมิตหมายอันดีที่เราจะไปเกาะอีก เพราะตอนนี้เราหลงรักลียงเข้าแล้ว รักมาก ทั้งอาหาร ทั้งไวน์ ทั้งอาณาจักรโรมัน ฯลฯ ถ้ามีโอกาสคงต้องมาอีกแน่นอน

ดูรูปดีกว่า


วิวจากเขาฟูร์วิแยร์ เห็นลียงทั้งเมือง ตรงตึกสูงๆ ก็คือโรงแรมแรดิสัน เขาเรียกกันว่าตึกดินสอ สูงสุดในลียง


ถ่ายกับเกลที่ริมแม่น้ำ Saône มองเห็นเมืองเก่า


เกลพาไปกินร้านอาหารชื่อ Brasserie Georges ดีงามมาก เราสั่งเมนูที่มีเมนคอร์สเป็น อองดูแยตต์ (andouillette) เราเคยกินมาก่อนแล้วเพิ่งรู้ว่าเป็นอาหารท้องถิ่น มันเป็นไส้กรอกทำจากหมูและลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ของหมู อร่อยมาก ซอสเป็นมัสตาร์ด เราชอบเครื่องในอยู่แล้วเป็นทุนเดิม


บนภูเขาฟูร์วิแยร์ เมื่อขึ้นฟูนิคูลาร์ไป จะเจอซากโรมัน เพราะที่นี่เคยเป็นเมืองหลักของอาณาจักรโรมันมาก่อน


มองไปอีกด้านจะเจอพิพิธภัณฑ์ ซึ่งคนออกแบบไอเดียดีมากที่เอามันฝังลงดินข้างๆ ซากโรมัน มีหน้าต่างมองออกมาได้


ภายในพิพิธภัณฑ์ เต็มไปด้วยหินสลักมากมาย รูปนี้ต้องแอบถ่ายตอนที่เจ้าหน้าที่ไม่มอง ไฮไลต์ของมันคือแผ่นบรอนซ์ที่สลักข้อความสำคัญใหญ่มาก แต่แอบถ่ายมาไม่ได้ ทุกอย่างมีความสมบูรณ์มากถึงมากที่สุด มากกว่าของที่ฟอรั่มในโรมเสียอีก


ที่นี่แปลกตรงที่ไม่ค่อยมีหินอ่อนเท่าไหร่ เลยไม่ค่อยมีรูปสลักโรมัน ส่วนใหญ่เป็นรูปหล่อ และก็หินสลัก เพราะว่าแถวนี้ไม่มีแหล่งหินอ่อนเท่าไหร่ รูปสลักส่วนใหญ่คงต้องนำเข้าจากโรมไม่ก็อาณาจักรโรมันทางใต้


ไฮไลต์ที่แท้จริงของพิพิธภัณฑ์นี้ก็คือโมเสก งามจริงๆ แล้วก็สมบูรณ์มากๆ บางแผ่นในพิพิธภัณฑ์เขาปูบนพื้นที่คนเข้าเยี่ยมชมเหยียบได้จริงๆ ตอนแรกเห็นก็ไม่กล้าเหยียบ แล้วก็เห็นมีเด็กน้อยมาเล่นตั้งเตบนโมเสกโรมันแล้วไม่โดนว่า แสดงว่าเหยียบได้ ตื่นเต้นมาก เหยียบของอายุเกือบสองพันปี


ซักโบสถ์บนเขาฟูร์วิแยร์ แลดูใหม่ ได้ความรู้จากเกลว่าเป็นโบสต์สร้างในสมัยศตวรรษที่ 19 ​(ใหม่เชียว ตามมาตรฐานฝรั่งเศส) ดูๆ แล้วแลดูสไตล์โบสถ์ส่วนใหญ่ในปารีส ดูอลังการ แต่อิ๊กนอร์ เพราะไม่เก่าพอ


ไม่รู้ว่าวิธีนี้จะเวิร์กหรือเปล่าในการโพสต์รูป เนื่องจากขี้เกียจอัพโหลดรูปหลายที่ เอาใส่ที่เฟซบุ๊ก ที่เดียวเลย ถ้าไม่เวิร์กค่อยแก้ที่หลังก็ได้ (วะ)

2/05/2009

พิพิธภัณฑ์ และ โรงอุปรากร

ตอนอยู่นอรเวย์ไปเที่ยวแบบวัฒนธรรม 2 อย่าง


อย่างแรก ไปพิพิธภัณฑ์ Edvard Munch จิตรกรที่ดังที่สุดของนอรเวย์ รูป กรีดร้อง (Skrik) ที่ใครๆ ก็รู้จักกัน เราไปดูหลายทีที่หอศิลป์แห่งชาติแล้ว คราวนี้ลองมาดูที่พิพิธภัณฑ์ของเขาโดยเฉพาะ เราเดินหารูปกรีดร้องไม่เจอ แต่ได้เห็นรูปที่วาดโดยสีพาสเทล งงๆ ว่าเราเดินไม่ทั่วหรือว่าเขาเอาออกไปทำอย่างอื่นกันแน่ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว เข้าฟรี


งานที่สองก็คือไปดูโรงอุปรากรที่เพิ่งสร้างเสร็จ เสร็จตอนเรากลับเมืองไทยเมื่อปีที่แล้วพอดี ได้ไปดูคอนเสิร์ตโดย Stuttgart Chamber Orchestra ซึ่งเล่นได้ดีมาก แต่เรารู้สึกว่าฮอลล์ที่ใช้เล่นมันเสียงไม่ดี​ (ไม่ใช่ในฮอลล์ใหญ่ใช้แสดงอุปรากรหรือคอนเสิร์ตใหญ่)

เวลาที่เหลือก็ทำแล็บ (มีให้ทำอีกเหรอเนี่ย ขนาดจบแล้วนะ) และก็เที่ยวเล่น นัดเจอคนนู้นคนนี้ ฯลฯ

(ดูรูป)

1/28/2009

นอรเวย์



วันอาทิตย์ 2 องศา วันจันทร์ 0 องศา วันนี้ -4 องศา

ในที่สุดก็ได้มาแช่แข็งที่นอรเวย์ มีความสุขมากๆ ได้ใส่เสื้ออุ่นๆ ออกไปข้างนอกมือชา เอามือซุก หูชา หน้าชา แล้วมีความสุข

อากาศที่นอรเวย์ช่วงนี้หนาวกำลังดี คือไม่มีลม ไม่มืด มีแดดบ้าง เหมาะสำหรับกิจกรรมนอกบ้าน ชาวบ้านแถวนี้ถือไม้สกีเตรียมเอาไปเล่นเขาแถวๆ ในเมืองกันใหญ่ สมแล้วที่เป็นกีฬาประจำชาติ (คำว่า สกี เป็นภาษานอร์ดิก) ตอนนี้ที่อยากเล่นก็คือเลื่อน (sleign sled หรือ sledge เมื่อก่อนไม่รู้ว่าคำไหนถูก แต่ปรากฏว่าถูกทุกคำ) เห็นเด็กๆ เล่นๆ แล้วสนุกดี

วันนี้เดินผ่าน Ica ซุปเปอร์มาร์เกตที่เราใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงต่อครั้ง ทุกๆ สองถึงสามวันที่นั่น ไปแล้วคิดถึง เมื่อก่อนด่าทุกวันว่าของแพง ตอนนี้ไปแล้วอยากซื้อนู่นซื้อนี่เต็มไปหมด เพราะเป็นของที่แต่ก่อนซื้อกินประจำ

สรุป มานอรเวย์ให้หายคิดถึงนั่นเอง ทุกอย่างเหมือนเดิมหมด ดีจัง

คิดว่าอีกสองปีคงกลับมาใหม่ แต่คราวนี้ขอกลับมาในสภาพที่ดีกว่าได้ไหม ได้เงินเยอะกว่า ไม่ต้องทำอาหารกินเองทุกมื้อ ไม่ต้องกระเบียดกระเสียน ไม่ต้องอยู่หอนักศึกษาได้ไหม มาคราวนี้คงต้องเรียนภาษานอรเวย์จริงๆ จังๆ เสียที ไม่เข้าใจว่าทนง่อยมาหลายปีได้ไง

มีอยู่อย่างที่เราเพิ่งเคยเห็นก็คือ โรงอุปรากรใหม่เอี่ยม บอกได้คำเดียวว่า เริ่ด เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อปีกลายหลังเรากลับ เข้าไปดูแล้วอลังการมาก ตอนนี้คันตะหงิดๆ อยากไปดูการแสดงด้วยตาตัวเองสักครั้ง ในที่สุด ออสโลก็มีอะไรสวยๆ งามๆ กับเขาบ้างนะ

(ดูรูป)

1/24/2009

เจ็ดเสมียน



เจ็ดเสมียน เป็นชื่อตำบลที่แนวมาก เวลาราวๆ สี่อาทิตย์ที่ผ่านเราไปออกวช. (เวชศาสตร์ชุมชน) เราไปคลุกคลีกับบรรยากาศที่นั่นมา

จริงๆ แล้วไม่เคยคิดว่าไปที่นั่นแล้วจะสนุก เพราะว่ามันคงน่าเบื่อ แต่มันมีอะไรให้ทำมากมายจนเวลาผ่านไปเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีเวลาทำงานแค่ จันทร์ถึงศุกร์ กลับบ้านทุกเสาร์อาทิตย์ มันก็เลยดูเหมือนผ่านไปเร็ว

ตำบลเจ็ดเสมียนมีขนาดเล็กจิ๋ว ไม่ติดถนนใหญ่ เมื่อก่อนทางหลวงสายเพชรเกษมเฉียดมาประมาณ 2 กิโล แต่ตอนนี้มันตัดเส้นใหม่ ห่างออกจากตัวตำบลมาก ทำให้ห่างไกลถนนใหญ่ยิ่งนัก ตัวอำเภอก็เหมือนถูกทำให้หยุดขยายเพราะปัจจัยดังกล่าว แต่โชคดีที่เจ็ดเสมียนมีรถไฟผ่านกลางตำบล เป็นจุดศูนย์กลางเลยก็ว่าได้ เพราะว่ามีตลาด วัด โรงเรียน อยู่รอบๆ ทำให้การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไม่ยากนัก แต่ใครหละจะเดินทางด้วยรถไฟในสมัยปรัตยุบันนี้

สิ่งที่ทำหลักๆ นอกจากกิจกรรมยามว่างที่กลายเป็นกิจกรรมที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ ก็คือ การพบปะชาวบ้าน พูดคุย เก็บข้อมูล แวะเวียนเยี่ยมชม พอไปหลายๆ บ้านก็จะสังเกตรูปแบบก็คือ ผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุหรือเจ้าของบ้านที่เป็นแม่บ้านมีหน้าที่อยู่บ้าน มีสุนัขหลายๆ ตัว บางทีอาจจะพบสมาชิกในบ้านที่ทำงานนอกบ้าน แต่ที่ทำงานอยู่ใกล้ๆ ทำให้สามารถกลับมาที่บ้านช่วงบ่ายๆ ได้ หลายๆ คนทำงานให้กับเทศบาล โรงพยาบาลประจำตำบล โรงเรียนประจำตำบล ซึ่งหลายคนเราก็ได้รู้จักกันจากที่อื่นแล้ว พอมาเห็นเขาที่บ้านของเขาก็รู้สึกแปลกดี

เท่าที่เล่ามาดูธรรมดามาก แต่เราก็ยังตื่นเต้นที่ได้พบได้เห็น ความธรรมดาเหล่านั้น อีกทั้งยังรู้สึกถึงความรู้สึกถึงความธรรมดาของคนอื่น ทำให้รู้สึกตื่นเต้นได้เหมือนกัน

ว่างๆ แล้วอาจจะไปอีกก็ได้นะ


ดูรูป

  © Blogger template 'Isolation' by Ourblogtemplates.com 2008

Back to TOP